วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย

395 Years Pinto’s Pérégrinação : an Account of Historiography or  Adventurous Novel


ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่ (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส  ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง  ในค.. 1523  ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค..1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี  เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน .. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย  ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค  ญี่ปุ่น  และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน

ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง  ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง  ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ  ทหาร  พ่อค้า  ทูตและนักสอนศาสนา (missionary)  เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปีค..1558  เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล  เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่  แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก  ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส  ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม .. 1583 

ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531 : 115)      ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อนค..1548  ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (..1534-1546) นักประวัติศาสตร์บางคนนำหลักฐานของฝ่ายไทยเข้าไปตรวจสอบความน่าเชื่อถือในเอกสารของเขาหลายประเด็น และชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของศักราชที่เขาอ้างถึงหลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação”   ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน  ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598) ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้  บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดงานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ..1614 และแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส (1628)  ภาษาอังกฤษ (1653)  ใน ..1983 กรมศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปินโตบางส่วนในชื่อการท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต .1537-1558” แปลโดยสันต์ . โกมลบุตร  ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการได้ตีพิมพ์ผลงานบางส่วนของเขาออกเผยแพร่อีกครั้งใน ..1988  โดยแปลจากหนังสือชื่อ “Thailand and Portugal :  470  Years of Friendship” บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม  ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (..1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ..1548 (..2091) หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ  แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนามีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี   ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย  แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง 

งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ เคยได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างยิ่งว่ามีความแม่นยำในเรื่องศักราชและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ (นิธิ,  2525 : 65)    แต่ต่อมานักประวัติศาสตร์บางท่านก็เคยตั้งข้อสงสัยต่อสถานภาพดังกล่าว (นิธิ, 2525 : 6)  ซึ่งถือเป็นความไม่เที่ยงของหลักฐานทางประวัติศาสตร์  ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตบ้างก็ได้ 

 


วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มาเก๊า

มาเก๊าตั้งอยู่ในเขตมณฑลกวางตุ้ง บนชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของสามเหลี่ยม ปากแม่น้ำเพิร์ล ทิศเหนือติดกับเมือง จูไห่ของมณฑลกวางตุ้ง มาเก๊าประกอบด้วยดินแดน 4 ส่วน คือ คาบสมุทรมาเก๊า, เกาะไทปา, เกาะโคโลอาน และพื้นที่ถมทะเลขึ้นมาใหม่ เรียกว่า โคไท ซึ่งจะเชื่อมต่อเกาะไทปาและเกาะโคโลอาน เข้าเป็นพื้นที่เดียวกัน

แผนที่มาเก๊า แผนที่มาเก๊า
แผนที่มาเก๊า

ด้วยมาเก๊าเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีพื้นที่เพียง 27.3 ตร.กม. (คาบสมุทรมาเก๊า 8.7 ตร.กม., ไทปา 6.3 ตร.กม., โคโลอาน 7.6 ตร.กม. และโคไท 4.7 ตร.กม.) ระหว่างมาเก๊าและไทปา เชื่อมถึงกันด้วย สะพาน 2 สะพาน คือ สะพานมาเก๊า-ไทปา ระยะทาง 2.5 ก.ม. และสะพานมิตรภาพ ระยะทาง 4.5 ก.ม. ซึ่งใช้เดินทางเข้าไปยังสนามบินมาเก๊าได้เลย
มาเก๊า มีภูมิอากาศค่อนข้างอบอุ่น โดยเฉลี่ยอยู่ราว 20 องศาเซลเซียส (68 ฟาเรนไฮด์) มีความชื้นสัมพัทธ์สูงเฉลี่ย 75%-90% โดยแบ่งเป็นฤดูกาลต่างๆ ได้ดังนี้
ฤดูใบไม้ร่วง (ต.ค.-ธ.ค.) : ถือเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุด เหมาะแก่การท่องเที่ยว
ฤดูหนาว (ม.ค.-มี.ค.) : แม้ว่าจะมีอากาศค่อนข้างหนาว แต่ก็มีแสงแดด ให้พออบอุ่น เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปสัมผัสอากาศเย็น
ฤดูร้อนและฝน (เม.ย.-ก.ย.) : ในช่วงนี้อากาศจะเริ่มร้อนอบอ้าว และมีความชื้น สัมพัทธ์สูงในบางช่วงจะมีฝนตกและมักเกิดพายใต้ฝุ่น ราวเดือน มิ.ย.-ส.ค.นกรณีที่เกิดพายุไต้ฝุ่นถึงระดับ8 สะพานเชื่อมไทปา, โคโลอาน จะถูกปิดลงชั่วคราว ขณะเดียวกันการเดินเรือ โดยสารและเที่ยวบินต่างๆ ระหว่าง ฮ่องกง-มาเก๊า จะถูกยกเลิกชั่วคราว จนกว่าจะปลอดภัย
ข้อแนะนำในการแต่งกาย : ในช่วงฤดูร้อน ควรสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อบางเบาคล้ายบ้านเรา

: ในฤดูหนาว ควรสวมใส่เสื้อแจ็คเก็ตหนา ๆ หรือโอเวอร์โค้ต และควรพกเสื้อกันลมติดตัวไปด้วย
หลังจากโปรตุเกสได้ทำพิธีส่งมอบมาเก๊าคืนแก่จีน เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1999 มาเก๊าก็ได้รับการขนานนามใหม่ว่า “เขตปกครองพิเศษมาเก๊า” หรือ Macau, The Special Administrative Region of the People’s Republic of China ซึ่งหมายถึง มาเก๊ามี ระบอบการปกครองแบบ 1 ประเทศ 2 ระบบ กล่าวคือ มาเก๊าสามารถมีรัฐบาลและ ปกครองตนเอง ต่อไปได้เป็นระยะเวลา 50 ปี ภายใต้การดูแลของรัฐบาลจีน

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ มิได้สร้างความหวาดวิตกกังวล แก่ชาวมาเก๊าแต่อย่างใด แต่เป็นไปด้วยความยินดีปรีดายิ่ง เนื่องจากในขณะที่มาเก๊ายังเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างโปรตุเกส, มาเก๊า และจีน เป็นไปอย่างสมานฉันท์
ปัจจุบันมาเก๊า มีประชากรรวมทั้งสิ้นประมาณ 450,000 คน เป็นชนเชื้อสายจีน 95% อีก 5% เป็นชาวโปรตุเกส และชนชาติอื่นๆ
ภาษาจีนและโปรตุเกส เป็นภาษาราชการ แต่ภาษาจีนกวางตุ้ง เป็นภาษาที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง ส่วนภาษาอังกฤษจะใช้กันทั่วไปตามร้านค้าและโรงแรม
ชาวมาเก๊านับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคือ ศาสนาคริสต์ เห็นได้จากมาเก๊า มีวัดและโบสถ์อยู่มากมาย
มาเก๊ามีสกุลเงิน ที่เรียกว่า “ปาตากาส์” หรือ MOP$ มีหน่วยสตางค์เรียกว่า อาโวส (Avos) สกุลเงินปาตากาส์ มีค่าผูกพันกับสกุลดอลล่าร์ฮ่องกง โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 103.20 MOP$ = 100 HK$ เงินดอลล่าร์ฮ่องกง เป็นที่ใช้กันแพร่หลายในมาเก๊า โดยมักจะใช้แลกเปลี่ยนในอัตรา 1 ต่อ 1 คือ หากมูลค่าสินค้าเท่ากับ 5 MOP$ ก็สามารถชำระเป็น 5 HK$ ก็ได้
โดยทั่วไปจะใช้กระแสไฟฟ้า 220 โวลท์ แบบปลั๊ก 3ตาหัวกลม
ในอดีตกาล มาเก๊า เป็นเพียงหมู่บ้านเกษตรกรรมและประมงเล็กๆ ชนชาติดั้งเดิม ที่เข้ามาตั้งรกรากคือ ชาวจีนกวางตุ้งและฟูเจี้ยน จนกระทั่งในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 พ่อค้าชาวโปรตุเกสหลายคน ได้เข้ามาบุกเบิกในแถบทวีปเอเชีย อาทิ วาสโก ดา กามา ซึ่งได้เดินทางบุกเบิกมาถึงช่องแคบมะละกา และต่อมาในปี ค.ศ. 1513 จอร์จ อัลวาเรส เป็นชาวโปรตุเกสคนแรกที่ได้เดินเรือมาถึงดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล และได้ติดต่อทำการค้ากับจีน ความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนและโปรตุเกสจึงได้เริ่มต้นขึ้น

ตลอดระยะเวลากว่า 400 ปี แห่งการครอบครอง ผู้คนมักพูดถึงมาเก๊าในฐานะ อาณานิคมของโปรตุเกส แต่ในความเป็นจริงแล้ว โปรตุเกสปฏิบัติต่อมาเก๊าในฐานะ เป็นจังหวัดหนึ่งของโปรตุเกส แม้ว่าจะมีการแต่งตั้งข้าหลวงใหญ่เข้ามาปกครอง แต่ชาวมาเก๊าก็ได้รับสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ มาเก๊าได้รับเอาความเจริญรุ่งเรืองทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปวัฒนธรรมของชาติตะวันตกเข้ามาอย่างมากมาย สังเกตได้จาก ตึกรามบ้านช่อง, โบสถ์, ถนนสายคดเคี้ยวที่ปูด้วยกระเบื้องและหิน และสถาปัตยกรรมอื่นๆ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมแบบจีน นี่เองที่ทำให้มาเก๊า เป็นเมืองที่มีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัวที่สุด “มาเก๊า” จึงนับว่าเป็นเมืองยุโรปใจกลางเอเชียอย่างแท้จริง

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"นมัสการพระธาตุคู่เมือง ชมศิลปหริภุญไชย ไหว้พระแก้วขาว"
  • เปิดเวลา 07.00 น. - 18.00 น.
  • พิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุหริภุญชัย เปิดเวลา 08.00 - 15.00 น.
  • แต่งการสุภาพ ห้ามนุ่งกางเกงและกระโปรงสั้น (มีผ้านุ่งให้เช่า)
  • โทร. 0-5351-11040, 0-5353-0693
เป็น วัดที่สำคัญที่สุดของจังหวัดลำพูน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง แวดล้อมด้วยแหล่งที่กินที่เที่ยวทางวัฒนธรรมอื่น ๆ เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวในตัวเมืองลำพูน และเป็นจุดเริ่มเดินเที่ยวชมตัวเมืองลำพูนย่าน ถ.อินทยงยศ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย ขัวมุงท่าสิงห์ ย่านทอผ้าเวียงยอง เป็นต้น
ภายในกำแพงแก้วของวัดมีพื้นที่ประมาณ 15 ไร่เศษ ประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้างดั้งเดิมและวิหารที่สร้างในยุคหลังมากมาย รวมถึงพระพุทธรูปสำคัญ คือ พระเสตังคมณีศรีหริภุญไชย

สถานที่ตั้ง และการเดินทาง
ที่ตั้ง :
ต.ในเมือง อ.เมือง
รถยนต์ส่วนตัว :
จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวใช้ ถ.รอบเมือง ไปทางประตูท่านางประมาณ 100 ม. วัดพระธาตุฯ อยู่ทางซ้ายมือ
รถรับจ้าง :

ขึ้นสามล้อถีบจากตัวเมือง


สิ่งที่น่าสนใจ

พระธาตุหริภุญไชย
เป็นเจดีย์ทรงล้านนา หุ้มแผ่นทองจังโกทั้งองค์ เมื่อคราวบูรณปฏิสังขรณ์ในปี พ.ศ.2054
สมัยพระเมืองแก้วกษัตริย์เชียงใหม่ โดยคราวนั้นได้มีการสร้างระเบียงหอกทำด้วยทองเหลืองล้อมองค์พระธาตุ
สำหรับองค์พระ์เจดีย์สูง 92 ศอก มีฐานบัวลูกแก้วย่อเก็จ ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงกลมสามชั้นรับฐานบัว และองค์ระฆังกลม องค์ระฆังกลมหุ้มแผ่นทองจังโก ประทับลวดลายดอกไม้สี่กลีบ และดุนลายเป็นภาพพระพุทธรูปปางถวายเนตร และปางลีลา นักประวัติศาสตร์พบจารึกบนแผ่นทองที่องค์ระฆังด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือพบ เป็นอักษรล้านนา ระบุถึงผู้ปฏิสังขรณ์ว่า "พระมหาเทวีผู้เป็นแม่แก่เจ้าพญาทั้งสองพี่น้อง ผู้เป็นอุบาสิกาแก่ฝูงสงฆ์ทั้งหลาย" เดิมเชื่อว่าเป็นพระราชมารดาของพระเจ้ากือนา แต่เมื่อพิจารณาจากพงศาวดารและรูปแบบอักษรแล้ว จึงเชื่อว่าน่าจะหมายถึงพระราชชนนีของพญาแสนภูแห่งนครเชียงใหม่ ถัดจากองค์ระฆังเป็นบันลังก์ย่อมุมและปล้องไฉน ปลียอดเจดีย์ทำเป็นฉัตรเก้าชั้น

ซุ้มประตูโขง และสิงห์หน้าวัด
ก่อน เข้าภายในเขตระเบียงคตด้าน ถ.รอบเมืองใน จะผ่านซุ้มประตูโขงก่ออิฐถือปูน ประดับปลายปูนปั้นที่อ่อนช้อยสวยงาม เป็นศิลปะทวาราวดี ประกอบด้วยซุ้มจระนำสี่ด้าน แต่ละด้านลดหลั่นขึ้นไปห้าชั้น ประดับด้วยปลายปูนปั้นรูปดอกบัว ยอดซุ้มประตูโขงเป็นปราสาทประดับด้วยเจดีย์ขนาดเล็กห้าองค์
เบื้องหน้าซุ้มประตูมีสิงห์ใหญ่สูง 3 ม. คู่หนึ่งยืนสง่าบนแท่นสูงประมาูีณ 1 ม. สิงห์คู่นี้สร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราชเมื่อปี พ.ศ.1990 คราวเดียวกับการบูรณะองค์พระธาตุครั้งสำคัญ ซุ้มประตู และสิงห์ใหญ่ได้รับการบูรณะล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2499


ซุ้มประตูโขง และสิงห์หน้าวัด

หอระฆัง
สร้าง ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2481 โดยครูบาคำฟู เดิมเป็นหอพระแก้วขาว ภายหลังพญามังรายยึกครองนครหริภุญไชย ได้อัญเชิญพระแก้วขาวไปยังวัดเชียงมั่น จึงเหลือเป็นฐานอาคารอยู่ทางด้านทิศขวาของวิหารหลวง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้นบนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กล้าวยาวประมาณ 5 ม. ทาสีแดง มีบันไดทางขึ้นสี่ทิศ ขั้นล่างแขวนกังสดาลขนาดใหญ่ ชั้นบนสอบแคบกว่าชั้นล่าง แขวนระฆังขนาดใหญ่ หลังคาเป็นยอดปราสาท ประดับซุ้มจระนำสี่ทิศ เป็นอาคารที่มีความงามแปลกตา

หอระฆัง

หอไตร
เป็น สิ่งปลูกสร้างที่มีความงดงาม มีรูปแบบที่นิยมสร้างในล้านนา เป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนเป็นเครื่องไม้ มีบันไดขั้นทางเดียว โดยหันหน้าเข้าหาองค์พระธาตุ ด้านหลังหอไตรหันไปทางหน้าวัด มีลิงโตประดับที่หัวเสา ส่วนชั้นบนเป็นเครื่องไม้มีบันไดนาคขนาดเล็กตั้งอยู่ตรงทางเข้า ตัวอาคารประดับด้วยไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก มีมุขทั้งด้านหน้าและหลัง หลังคาลดชั้นประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หลังคามุงกระเบื้องดีบุก จากจารึกซึ่งพบที่วัดระธาตุหริภุญชัย จารึกเมื่อปี พ.ศ. 2043 ระบุว่าหอไตรนี้เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกครบทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ โดยเป็นคัมภีร์ใบลานทั้งหมด


หอไตร

เขาพระสุเมรุ
ตั้ง อยู่ด้านหน้าหอไตร ลักษณะคล้ายเจดีย์ทรงกลม สูงประมาณ 2.5 ม. ทาสีแดง ส่วนยอดหลั่นเป็นชั้นเล็ก ๆ ประดับสำริดหล่อเป็นรูปป่าไม้ สัตว์ป่าต่าง ๆ ถือว่าเป็นเชิงเขาพระสุเมรุ

วิหารหลวง
ตั้ง อยู่ด้านหน้าองค์พระธาต สร้างในสมัยพระเมืองแก้วเมื่อปี พ.ศ. 2054 ตัวอาคารเป็นแบบล้านนา แต่วิหารหลังเดิมถูกพายุพัดเสียหายยับเยินเมื่อปี พ.ศ. 2458 ชาวลำพูนจึงร่วมกันสร้างวิหารหลวงขึ้นมาใหม่ เป็นอาคารบนฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกเก็จด้านหน้า หลังคาซ้อนหลายชั้นลดหลั่นยื่นออกมาด้านหน้าประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันประดับไม้แกะสลักปิดทอง ประดับกระจกสีฟ้ารูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ถัดมาเป็นเทพพนม และสายพฤกษา หน้าต่างและบานประตูเป็นไม้แกะสลักปิดทองรูปเทพพนม
ภายในวิหารหลวงมีพระประธานเป็นพระพุทธ รูปปูนปั้นปางมารวิชัย หน้าตักกว้างประมาณ 3 ม. พร้อมสาวก ด้านหน้ามีบุษบกสูงประมาณ 2 ม. ภายในประดิษฐาน พระแก้วขาว หรือพระเสตังคมณีศรีหรุภุญไชย เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะสลักจากแก้วผลึกใส สูงประมาณ 1 คืบ


ปทุมวเจดีย์ (สุวรรณเจดีย์)
ตั้ง อยู่ด้านขวามือขององค์พระธาตุ ใกล้กับวิหารละโว้ และวิหารพระเจ้าพันตน ในเขตระเบียงคดถัดจากหอระฆังไปปประมาณ 30 ม. เป็นเจดีีย์ฐานสี่เหลี่ยมทรงปราสาท สร้างด้วยศิลาแลง และอิฐ สุวรรณเจดีย์นี้เป็นกรุพระเปิมซึ่งเป็นพระเครื่องสำคัญคู่เมืองลำพูนที่มี ชื่อเสียงรองจากพระรอด

วิหารพระเจ้าทันใจ (เปิดเวลา 08.00-16.00 น.)
ตั้ง อยู่ด้านหลังองค์พระธาตุติดกับประตูวัดด้าน ถ.อินทยงยศ เป็นวิหารเก่าแก่ บูรณะเมื่อปี พ.ศ.2525 วิหารเป็นแบบล้านนา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ และปางประทานอภัย รวมหกองค์ ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าสามารถดลบันดาลให้ผู้มากราบไหว้สัมฤทธิผล

วิหารพระกลักเกลือ
ตั้ง อยู่ใกล้มุมระเบียงคดด้านทิศเหนือ พระกลักเกลือ หรือพระเจ้าแดงเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ ศิลปะล้านนา หน้าตักกว้าง 5 ม. สูง 6 ม. ห่มจีวรสีแดงเข้ม บริเวณนี้ก่อนการบูรณะและสร้างวิหารขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 ได้ขุดพบเสาศิลาแลง และพระเกศาของพระพุทธรูปขนาดใหญ่จำนวนมาก เชื่อว่าเป็นพระเจ้าแดงองค์เดิม ในอดีตเมื่อสร้างองค์พระเสร็จ ช่างได้ใช้อิฐบดเป็นสีแดงทาองค์พระ จึงเีรียกว่า พระเจ้าแดง ด้านหน้าพระเจ้าแดงมีพระกลักเกลือ หรือพระพุทธรูปปางฉันสมอ ซึ่งเป็นปางที่แปลก และเป็นที่มาของวัดพระธาตุหริภุญชัย ปางฉันสมอหล่อด้วยสำริด หน้าตักกว้าง 1 ม.ลักษณะคล้ายปางมารวิชัย แต่พระหัตถ์ซ้ายทรงกลัก (กระบอก) เกลือ พระหัตถ์ขวาทรงสมอ ซึ่งถือว่าเป็นพระประจำวัดนี้ เนื่องจากคำว่า "หริ" แปลว่า ผลสมอ "ภุญช" หมายถึง กินแล้ว รวมคำได้ว่า "ผู้กินผลสมอ" อันเป็นความหมายของวัดพระธาตุหริภุญชัย

วิหารพระบาทสี่รอย
เป็น วิหารสร้างใหม่ ตั้งอยู่ด้านหลังวิหารพระพุทธ ลักษณะคล้ายศาลา ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทที่จำลองมาจากรอยพระพุทธบาทจาก อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ กว้าง 2 ม. ยาว 4 ม. ลักษณะเป็นรอยขนาดเล็กซ้อนอยู่ในรอยขนาดใหญ่รวมสี่รอย เหนือรอยพระพุทธบาทมีเครื่องไม้แกะสลักเป็นรูป 12 นักษัตร


วิหารพระบาทสี่รอย

อาคารพิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุหริภุญชัย (เปิดเวลา 08.00-16.00 น.)
ภาย ในเก็บรักษาศิลปวัตถุ และโบราณวัตถุต่าง ๆ จัดแสดงโดยไม่มีการจัดหมวดหมู่ ประกอบด้วยพระเกศาของพระพุทธรูปโบราณขนาด 6 นิ้ว 10 อัน พระเจ้าแข้งคม พระพุทธรูปหน้าตักกว้าง 1 ศอก มีหน้าแข้งเป็นสันคล้ายสันมีด พระพุทธรูปขนาดเล็กสร้่างด้วยสำริด ศิลปะล้านนาสมัยพุทธศตวรรษที่ 21 อีกจำนวนมาก รวมทั้งต้นไม้เงินต้นไม้ทองที่ชาวบ้านนำมาถวายเป็นพุทธบูชา

เจดีย์เชียงยืน
อยู่ นอกระเบียงคดด้านทิศเหนือขององค์พระธาตุ ห่างไปประมาณ 100 ม. ในเขต โรงเรียน เมธีวุฒิกร เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกันสี่ชั้น มีฐานบัวคว่ำและบัวถลา ตามตำนานเล่าว่าเจดีย์องค์นี้สร้างในสมัยพญาอาทิตยราชโดยบรรดาแม่ครัวที่มา ทำอาหารเลี้ยงคณะศรัทธาเมื่อครั้งสร้างพระธาติหริภุญชัย และได้รับการบูรณะใหม่ในสมัยพระเจ้าติโลกราช เป็นเจดีย์แบบหริภุญไชยหนึ่งในสามองค์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในลำพูน